สอนให้เป็นหญิงดี

              สตรีย่อมมีมารยาท

จะทำการก็สะอาดไม่ผลีผลาม

สิ่งใดดีที่ไหนสนใจจำ

ปากคำไม่กระเดื่องให้เคืองใจ

(โอวาทกษัตรี ของสุนทรภู่)

 > กลับหน้าแรก สุนทรภู่
 

ตามรอยมหากวี (2)

“ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง   มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา   ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย...
...ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก   สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป   แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ”

          คำกลอนชุดนี้อยู่ใน “นิราศภูเขาทอง” ของสุนทรภู่ แม้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเส้นทางสู่เมืองแกลงที่ผมกำลังพาคุณผู้อ่านตามรอยมหากวี แต่ผมเกิดความรู้สึกเช่นนี้เมื่อมองเห็นร้านเหล้า ตลอดสองข้างทางระหว่างขับถนนเข้าสู่พัทยา

          พัทยาในสมัยนี้ แตกต่างจาก “ทุ่งพัทยา” ในสมัยเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ชนิดพระสุนทรโวหารคงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า ย่านที่ท่านเคย “บุกละแวกแฝกแขมแอร่มรก กับกอกกสูงสูงเสมอเศียร” จะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ มีโรงแรมให้พักตั้งหลายพันห้อง ขณะที่มหากวีต้องเซซัดบุกป่าปีนเขา กว่าจะไปหาขุนรามผู้ใจดีให้ที่พักอาศัยแถวจอมเทียน ปัญหาคือคนสมัยก่อนจ่ายค่าที่พักด้วยคำขอบคุณ แต่ปัจจุบันเราต้องจ่ายด้วยบัตรเครดิต เรียกว่าได้อย่างเสียอย่างก็ได้นิ

          ผมพาสาวคู่ใจตระเวนอยู่สองสามรอบ ตัดสินใจว่าหาที่นอนกลางเมืองนี้แหละ วันรุ่งขึ้นจะต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อมุ่งหน้าต่อไประยอง ปัญหาคือหลังกินข้าวมื้อเย็น ตามด้วยตับปิ้งที่เป็นกฎของผมว่ามาพัทยาแล้วต้องกินอีกสองไม้ ผมดันไปเติมน้ำนรกอิมพอร์ตจากเมืองนอก ใส่อกจนเมาพับหลับไป กว่าจะตื่นตะวันสายโด่ง เลยไม่มีโอกาสเหมือนมหากวีที่ “เมฆแอร่มแย้มแยกแหวกตะวัน ก็ชวนกันอำลาเขาคลาไคล”

          เส้นทางจากพัทยาไประยองเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน เต็มไปด้วยป่าเขา สุนทรภู่บรรยายถึงการเดินทางจากเช้าจรดค่ำแสนลำบาก ผ่านหนองน้ำเต็มไปด้วยฝูงปลิง เข้าป่ามีแต่ชะนีลิงค่าง แม้กระทั่งแรดกินหนามตัวใหญ่ ปัจจุบันเราใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง บนถนนลาดยางอย่างดีสี่เลนบ้างหกเลนบ้าง

          แต่เมื่อถนนมาคนมาแรดย่อมหมด เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ข้างทางไประยองเลยครับ ขนาดเขาใหญ่หรือห้วยขาแข้งยังไม่เจอ เราเหลือแต่กระซู่ที่ถ้ามีจริงคงเหลืออยู่สองสามตัวแถวป่าภูเขียว ไม่งั้นต้องลงไปใต้แถวฮาลาบาลา อาจพอมีแรดหลงเดินเข้ามาจากป่ามาเลเซียบ้าง จ่ายสักล้านอยากเจอแรดในเมืองไทย ผมว่ายังไม่มีสิทธิเลยครับ เพื่อให้ได้บรรยากาศอดีตแรด ผมขอคัดลอกคำกลอนมาลงไว้ดังว่า

“ถึงโตรกตรวยห้วยพระยูนจะหยุดร้อน   เห็นแรดนอนอยู่ในดงให้สงสัย
เรียกกันดูด้วยไม่รู้ว่าสัตว์ใด   เห็นหน้าใหญ่อย่างจระเข้ตะคุกตัว
มันเห็นหน้าทำตากระปริบนิ่ง   เห็นหลายสิ่งคอคางทั้งหางหัว
รู้ว่าแรดกินหนามให้คร้ามกลัว   ขยับตัววิ่งพัลวันไป”

          ในที่สุดเราก็มาถึงระยอง เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากชายทะเล เลี้ยวเข้าไปชมหาดกันได้ แต่หาดแถวเมืองไม่ค่อยสวย ทรายเป็นสีเหลืองไม่ใช่สีขาว ถนนเลียบทะเลยาวไปผ่านปากน้ำ มีร้านอาหารอยู่หลายแห่ง ผมว่าเหมาะสำหรับมาชมวิวกินข้าวมากกว่ามาเล่นน้ำหรือชมบรรยากาศจริงจัง น่าจะเป็นแหล่งเที่ยวของคนในจังหวัดไม่ต้องขับรถมาไกล ขณะที่พวกเราชาวกรุงมุ่งหน้าไปหาหาดที่สวยกว่าแถวแม่รำพึง ก้นอ่าว และบ้านเพ

          สุนทรภู่ลำบากกายมาตลอดการเดินทาง มาถึงที่นี่ก็หมดแรงนอนซมอยู่อีกสองวัน ช่วงนี้มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำสำหรับท่าน เพราะคณะพรรคที่มาด้วยกัน 4 คน คือท่าน ลูกศิษย์สองคน และนายแสงขี้ยาชอบถุนกัญชาที่เป็นคนเมืองระยอง รับอาสาเป็นผู้นำทาง แต่นายแสงมีอาการคลั่งกัญชาเป็นระยะ ดีบ้างห่วยบ้างตามประสาไกด์ขี้ยา พอถึงระยองบ้านของนายแสง ไกด์ผู้ไร้บัตรมัคคุเทศก์รายนี้ถึงเวลาทรยศหนีเฉยเลย มหากวีเจ็บใจมากถึงขั้น

“จึงกรวดน้ำร่ำว่าต่ออาวาส   อันชายชาตินี้หนอไม่ขอเห็น
มาลวงกันปลิ้นปลอกหลอกทั้งเป็น   จะชี้เช่นชั่วช้าให้สาใจ
เดชะสัตย์อธิษฐานประจานแจ้ง   ให้เรียกแสงเทวทัตจนตัดษัย
เหมือนชื่อตั้งหลังพิหารเขียนถ่านไฟ   ด้วยน้ำใจเหมือนมินหม้อทรชน”

          คุณผู้อ่านหลายท่านคงสงสัย ทรยศก็ทรยศไป ถึงขั้นต้องกรวดน้ำคว่ำบาตรด้วยเหรอ? จ้างไกด์คนใหม่สิ จากระยองไปแกลงแค่ 60 กิโลเมตร แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ปัญหาคือแถวนั้นไม่มีไกด์รับจ้าง ททท.เขตนั้นก็ยังไม่ได้ตั้ง ตำรวจทางหลวงยังไม่มี การที่คนสามคน อยู่แต่ในเมืองหลวง มาถึงระยองต้องมุ่งหน้าต่อไปแกลง โดยไม่มีผู้นำทาง ครั้นจะรอให้คนแถวนี้ไปแกลงเพื่อติดตามไป จะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ต้องเล็งทิศแล้วเดินถามทางชาวบ้านไปเรื่อยๆ คิดแล้วไม่น่าสนุกแน่

          จริงๆก็ไม่น่าสนุกครับ เพราะกว่าสุนทรภู่จะเดินทางไปถึงบ้านแกลง ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ช่วงนี้มหากวีเดินเลียบไปตามป่า ทะลุออกทะเลเป็นระยะ ท่านบันทึกไว้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง มีแผงปลาริมทะเลหลายแห่ง แต่ยังรกร้างเพราะไม่ใช่หน้าปลา อาจเป็นว่าช่วงนั้นเข้าหน้าฝน ทะเลมีลมมรสุม ชาวประมงเลยออกเรือไม่ได้ ถ้ามาช่วงหน้าลมเงียบ น่าจะมีปลาเต็มไปหมด ส่วนผู้หญิงและเด็กแถวบ้านกลาง พากันสานเสื่อเพื่อส่งไปขายในเมืองกรุง เรียกว่าทำแบบหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล เพียงแต่ทำกันมานานก่อนนโยบายจะออกสักสองร้อยปี

          เส้นทางจากผมไปเมืองแกลง เปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อยเพราะเราใช้เทคนิคเลียบทะเลตลอด เริ่มตั้งแต่ระยอง ขับรถไปทางแกลง ออกจากเมืองได้นิดหนึ่งค่อยเลี้ยวขวาไปทางหาดแม่รำพึง ทะลุออกริมหาดแล้ววิ่งตามถนนสายเลียบทะเลลุยโลดผ่านหาดแม่รำพึง ก้นอ่าว เขาแหลมหญ้า ทะลุออกบ้านเพ สวนสน วังแก้ว ไปจนถึงแหลมแม่พิมพ์

          ถนนสายนี้ยาวสัก 40 กิโลเมตร ส่วนใหญ่จะเลียบทะเล มีวกเข้าแผ่นดินนิดหน่อยเท่านั้น ถือเป็นถนนสายท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง ได้เห็นวิวและหาดขาวไปตลอดสาย ถ้าขับรถกันจริงๆใช้เวลาไม่ถึงค่อนชั่วโมง คงจะถึงแหลมแม่พิมพ์แล้ว แต่ขืนเป็นเช่นนั้นคงไม่ได้เที่ยวอะไรกัน ผมเลยขับรถแบบสโลว์โมชั่น เจออะไรที่ไหนอยากแวะก็รีบแวะ

          เป้าหมายแรกคือหาดแม่รำพึง ถนนเลียบหาดอยู่ด้านขวา ด้านซ้ายเป็นเพิงเล็กๆ ให้บริการอาบน้ำจืดบ้าง ขายส้มตำบ้าง ใช้วิธีวิ่งข้ามถนนมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า ที่นั่งอยู่ตามเก้าอี้ผ้าใบใต้ทิวสน หาดทรายแถวนี้สีขาวตุ่นๆ น้ำทะเลไม่ค่อยใส เรียกว่าขุ่นก็คงไม่ผิด แต่มีที่วิ่งเล่นเยอะดี ผู้ใหญ่หลายคนเลยพาลูกหลานมาเล่นน้ำ ใครอยากใช้ห่วงยางก็เช่าได้ ปัญหาคือหาดแม่รำพึงค่อนข้างอันตราย เนื่องจากเป็นชายฝั่งเปิดรับลม หาดที่ดูเรียบจริงๆลงน้ำไปนิดเดียวก็หักชัน แถมน้ำยังขุ่นใครจมลงไปควานหาลำบากแย่ แถวนี้เลยมีคนจมน้ำตายเป็นประจำทุกปี ใครพาลูกหลานไปเล่นน้ำแถวนั้น โปรดระวังไว้ให้มากนะครับ

          เมื่อขับรถมาเรื่อยๆ จะถึงสะพานยื่นไปกลางทะเล คิดว่าน่าจะเป็นแพปลา ตรงนั้นมีร้านอาหารเป็นเพิงเต็มไปหมด หน้าร้านมีกุ้งปลาปูหอยใส่ถังโฟมไว้ขาย จะซื้อแบบสดๆแล้วเอากลับบ้านก็ได้ บางคนอยากซื้อแบบกินเลย เพียงแค่สั่งโน่นนี่นั่นแล้วเดินเข้าไปหลังร้าน เขาทำเป็นเพิงอยู่บนหาด นั่งกินข้าวเท้าเหยียบทราย ห้ามถามว่าหาดเป็นที่สาธารณะทำไมทำร้านได้? เอาเป็นว่าอยู่อย่างไทยอย่าคิดมาก

          ผมลองเดินสอบถามราคา เริ่มจากกุ้งแชบ๊วยขนาดยักษ์ ใหญ่กว่าบรรดากุ้งแชบ๊วยในซุปเปอร์มาร์เก็ตของกรุงเทพฯทุกแห่ง (ผมมีฉายาว่าไอ้หนุ่มแชบ๊วย เข้าห้างไหนต้องไปดูกุ้งแชบ๊วยเป็นการดับอารมณ์) ราคาขายในกรุงเทพฯกิโลกรัมละ 550 บาท ที่นี่ขาย 450 บาท น่ากินเป็นที่สุด

          มาถึงอาหารประเภทหอยบ้าง หอยเชลล์ที่นี่เนื้อเต่งน่ากินมาก ราคากิโลกรัมละ 120 บาท ถ้าให้เขาเผาหรืออบให้ ราคาแค่ 150 บาท เพิ่มค่าทำอีก 30 บาทถือว่ารับได้ บางคนอยากกินแมงดาทะเล ที่นี่ยังมีขาย แต่ผมไม่ค่อยแนะนำ เพราะแมงดาใกล้สูญพันธุ์แล้วครับ ปัจจุบันหาเจอยากลำบากแท้ บางจังหวัดถึงกับมีกฎหมายห้ามจับแมงดาทะเลด้วยล่ะ

          ร้านประเภทนี้ยังมีอีกย่านหนึ่ง อยู่แถวแหลมแม่พิมพ์ ราคาและรสชาติพอๆกัน ถ้าจะให้แนะนำคงต้องบอกว่าแล้วแต่ชอบ ปัญหาคือร้านแถวหาดแม่รำพึงมักปิดตอนเย็น แต่ที่แหลมแม่พิมพ์ยังเปิดอยู่ ถ้าใครชอบกินอาหารทะเลจริงๆ อาจเลือกมามื้อเที่ยงที่แม่รำพึง ไปกินต่อมื้อเย็นที่แม่พิมพ์ แต่ระวังเกล็ดขึ้นหน้านะครับ

          สุนทรภู่เดินทางมาจนถึงเมืองแกลง แวะพักที่บ้านเพื่อน สมัยนั้นรอบเมืองแกลงเป็นป่าใหญ่ ชนิดที่เรียกว่า

"ครั้นคนมาเอาหลังคาขึ้นคลุมคลี่   ดูก็ดีเร็วรัดไม่ขัดขวาง
เวลาค่ำล้ำเหลือด้วยเสือกวาง   ปีบมาข้างเรือนเหย้าที่เรานอน
เขาดักจั่นชั้นในใส่สุนัข   มันหอบฮักดิ้นโดยแล้วโหยหอน
ยิ่งดึกฟังวังเวงวนาดร   สังเวชนอนมิใคร่หลับระงับลง"

          ปัจจุบันเสือและกวางไม่มี ที่มีคือสุนัขข้างถนน ไม่หอนแต่ร้องโฮ่ง เมืองแกลงมีแต่ตึกคอนกรีตเพียบไปหมด จุดน่าสนใจคือร้านอาหารชื่อ "เจียวโภชนา" มีอยู่ 2 สาขา ผมลองไปกินสาขาใกล้สามแยกแกลง-บ้านบึง รสชาติใช้ได้เลย โดยเฉพาะเป็ดน้ำแดงและกรรเชียงปูผงกะหรี่ แนะนำให้สั่งครับ ราคาไม่แพงกว่าร้านอาหารชายทะเลระยองทั่วไป ถามทางชาวบ้านที่ไหนก็รู้จัก

          จากเมืองแกลง มหากวีเดินทางต่อไปจนถึงบ้านกร่ำ อันเป็นที่พำนักของบิดา ใช้เวลาอยู่ที่นั่นเดือนเศษ ก่อนล้มเจ็บลงด้วยพิษไข้ เมื่อหายแล้วหมดกำลังใจอยู่ต่อ เลยตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเทพฯ

          ปัจจุบันไม่มีไข้ป่าเหลืออยู่แล้ว ถนนหนทางแถวนี้พัฒนาก้าวไกล มีรีสอร์ทให้เลือกนอนเยอะแยะ แต่ผมไปเลือกนอนที่ "ระยองรีสอร์ท" อยู่แถวเขาแหลมหญ้า จากห้องมองเห็นเกาะเสม็ดใกล้นิดเดียว ที่นี่ยังมีบริการทัวร์ข้ามไปเกาะ ดำน้ำเดินหาด วันละ 400-500 บาทแล้วแต่กิจกรรม

          ค่าใช้จ่ายสำหรับระยองรีสอร์ทแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย หนึ่งห้องอาจถึง 1,500 ต่อคืน จุดเด่นคือวิวกินขาด หาดเล็กแต่สวยเล่นน้ำได้ ว่ากันตามตรง หาดตรงนี้สวยสุดในหาดแถวชายฝั่งระยองก็ว่าได้ สะอาดสะอ้านดี

          ก่อนกลับจากระยอง ผมแวะไปที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ตั้งอยู่ที่บ้านกร่ำ บ้านเกิดของบิดาท่าน (มหากวีเกิดที่กรุงเทพฯนะครับ ไม่ใช่คนระยองโดยกำเนิด)

          ตะวันใกล้ลับฟ้า แสงแดดสีแสดอาบส่องไปทั่วรูปหล่อสัมฤทธิ์ ทั้งพระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร และนางเงือก เหนือไปกว่านั้นคือมหากวีที่นั่งอยู่โดดเด่น ทอดสายตาดูบรรดาตัวละครที่ท่านเสกสรรค์ขึ้นมาด้วยตัวอักษรในคำกลอน

          บรรยากาศชั่ววูบหนึ่ง พาผมย้อนอดีตไปไกลเหลือ ยามที่รอบด้านยังเป็นป่ารกชัฏ ชายหนุ่มและผู้ติดตามเดินทางมาถึงที่นี่ หยุดแวะพักใจ ก่อนเดินทางกลับไปเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้ปรากฏในวงการวรรณกรรมของชาติไทย

          นักเขียนมีหน้าที่เขียนหนังสือ จะเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง นั่นก็คือตัวอักษรที่ร้อยเรียง สิ่งที่นักเขียนวาดฝันไว้ คือตัวอักษรยังคงอยู่แม้พวกเขาจากไปแล้ว

          ตัวอักษรนับแสนนับล้านตัว ในบทกลอนมหากวี ได้รับการพิสูจน์ว่าคงทนต่อกาลเวลา มาแล้วเกือบสองร้อยปี และจะอยู่ต่อไป ตราบชาติไทยยังคงอยู่

"อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่ว   ถึงลับตัวก็แต่ชื่อเขาลือฉาว
เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว   เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"

          สุนทรภู่ลาลับจากโลกไปแล้ว แต่ชื่อท่านยังคงอยู่ ในฐานะมหากวีที่เป็นหนึ่งตลอดกาลและตลอดไป ในใจของหลายคน หนึ่งในจำนวนนั้นคือคอลัมน์นิสต์คนนี้แหละครับ

 

- -

 

ไอพีผู้เข้าชมขณะนี้ online : 23 คน

                
ข่าวด่วน เช้าวันที่ 21/11/2008

Copy rights © rayongzone.com ?