ชีวประวัติ

านวันสุนทรภู่ 26 มิ.ย.

ห้องภาพสุนทรภู่

ตามรอยมหากวี1

ตามรอยมหากวี2

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ร่วมบันทึกสดุดี
ผลงานนิราศ

ผลงานนิทาน

ผลงานสุภาษิต ผลงานบทละคร ผลงานบทเสภา ผลงานบทเห่กล่อม

แผนที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่

สอนให้พูดดี

              ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์

มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

จะถูกผิดในมนุษย์เพราะพูดจา

(คำกลอน ของสุนทรภู่)

 > กลับหน้าแรก สุนทรภู่
“สุนทรภู่” ผู้สร้างพระอภัยมณี

สุนทรภู่ จินตกวีผู้ปั้น“พระอภัยมณี”

ในบรรดากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “สุนทรภู่” ได้ชื่อว่า เป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะผลงานเรื่อง“พระอภัยมณี”นับเป็นงานชิ้นเอกที่มีการนำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆมากมาย รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกแทบทุกแง่ทุกมุม

เพราะเป็นกวีนิพนธ์ที่มีความยาวถึง ๙๔ เล่มสมุดไทย
(สมุดที่ทำด้วยกระดาษข่อย แผ่นยาวๆ หน้าแคบ พับทบไปทบมาคล้ายผ้าจีบ) เรียกได้ว่ายาวที่สุดในโลกก็ว่าได้ ข้อสำคัญคือ เป็น “จินตนิยาย” ที่มิได้นำมาจากชาดก หรือนิทานพื้นบ้านอย่างที่วรรณคดีไทยส่วนใหญ่นิยมเขียนกัน แต่กลับมีเค้าโครงเรื่องที่แปลกและล้ำยุคยิ่ง ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องล้วนชวนตื่นเต้น เร้าใจให้ติดตามอ่านอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องคือ”พระอภัยมณี”

“พระอภัยมณี”ของท่านสุนทรภู่นับเป็นพระเอกที่แหวกไปจากขนบของพระเอกทั้งหลายในยุคนั้น ด้วยว่าพระเอกอื่นๆในวรรณคดีส่วนใหญ่ ล้วนไปเรียนศิลปศาสตร์หรือพวกรัฐศาสตร์ไว้ปกครองบ้านเมืองทั้งนั้น แต่ “พ่ออภัยฯ” ของเรากลับไปเรียน “วิชาเป่าปี่” ซึ่งสมัยนี้จะว่าไปจบวิชา“ดุริยางคศิลป์”มาก็น่าจะได้ ดังนั้น“พระอภัยมณี” จึงถือได้ว่าเป็น“พระเอกนักดนตรีคนแรกของไทย”เป็น“พระเอกศิลปิน”ที่ท่านสุนทรภู่ปั้น ไว้ประดับวงการวรรณคดีไทยเป็นคนแรก และน่าจะเป็นคนเดียวด้วย เพราะวรรณคดีสมัยหลังๆก็ยังไม่ปรากฏว่ามีพระเอกศิลปินนักดนตรีคนใดอีก กล่าวได้ว่าจินตนาการและแนวคิดในการสร้างพระเอกของท่านล้ำหน้า ก้าวไกลเกินยุคเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

เพราะถ้า “พระอภัยมณี” เกิดสมัยนี้ ต้องเป็นศิลปินที่ดังระเบิดไม่แพ้แดนหรือบีม และคงเป็นที่ “กรี๊ดสลบ”ของสาวแก่แม่ม่ายหรือแม้แต่หนุ่มด้วยกันเองเป็นแน่ ด้วยว่าเป็นพระเอกที่ครบสูตรเพียบพร้อมด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิและชาติวุฒิคือ เป็นหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา จบนอก(เพราะไปศึกษาต่างแดน) และเป็นลูกเจ้าเมือง ฐานะไม่ต้องพูดถึง แม้ชีวิตต้องระหกระเหินพราะพระบิดาขับไล่ออกจากเมืองรัตนาพร้อม ”ศรีสุวรรณ” พระอนุชาก็ตาม แต่ภายหลังก็ได้เป็นกษัตริย์ครอบครองบ้านเมือง นอกจากนี้ยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระเอกที่เจ้าเสน่ห์ไม่แพ้พระเอกอื่นๆในวรรณคดีเลย เพราะมีเมียถึง ๕ คน เมียแต่ละคนก็มีบุคลิกลักษณะที่ไม่เหมือนใครดังจะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

ก่อนอื่น ขอเท้าความให้เห็นก่อนว่าเหตุใดพระอภัยมณี พระเอกของเราจึงได้ลงเรียนวิชาเป่าปี่ ซึ่งต้องเดินทางไปเรียนกับ พิณทพราหมณ์ ณ หมู่บ้านจันตคาม ซึ่งโดยส่วนตัวพระอภัยมณีเองก็คงเห็นว่าการเรียนวิชาดนตรีนั้นช่วยให้ดับทุกข์โศกได้ ดังกลอนที่ว่า“ถึงการเล่นเป็นที่ประโลมโลก ได้ดับโศกสูญหายทั้งชายหญิง” ดังนั้น เมื่อครูพราหมณ์บรรยายสรรพคุณของวิชาเป่าปี่ให้ฟังซ้ำอีก ก็ยิ่งมั่นใจอยากเรียนยิ่งขึ้น โดยครูบอกว่า “แล้วพาไปยอดเขาให้เป่าปี่ ที่อย่างดีสิ่งใดก็ได้สิ้น แต่เสือช้างกลางไพรถ้าได้ยินก็ลืมกินน้ำหญ้าเข้ามาฟัง”

นอกจากนี้ “ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ จะรบรับสารพัดให้ขัดสน เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง” เรียกว่าเรียนวิชานี้อย่าว่าแต่สัตว์จะเคลิ้มจนลืมกินน้ำกินหญ้าเลย แม้แต่ใช้สะกดทัพก็ยังได้ ครั้นเรียนจบกลับเมือง ถูกพระบิดาขับไล่ออกมาเพราะเห็นว่าวิชาที่สองพี่น้องไปเรียนไม่สมฐานะ ไปเจอสามพราหณ์ระหว่างทางที่พเนจรและสงสัยในวิชาเป่าปี่ พระอภัยมณีก็ยังมั่นใจในวิชาที่เรียนมา

โดยบรรยายว่า “อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดั่งจินดาค่าบุรินทร์ ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จตุบาทกลางป่า พนาสิน แม้ปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์ จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง” ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่ต้องบรรยายมาก เพราะการเรียน “ดนตรี” มิใช่วิชา “เต้นกินรำกิน” อย่างที่คนสมัยก่อนดูถูกแล้ว แต่กลับเป็นหนทางก้าวหน้าและทำให้หลายคนได้เป็นดารานักร้องนักแสดงระดับแนวหน้าของประเทศด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี สมัยโน้น การเรียนวิชาดนตรีส่วนใหญ่จะเรื่องของพวกผู้หญิงชาววังและพวกที่ต้องแสดงถวายมากกว่าจะเป็นวิชาของลูกกษัตริย์ ดังนั้น พระอภัยมณีจึงถูกพ่อกริ้ว แม้ว่าวิชาปี่ที่เรียนจะไม่ธรรมดาก็ตาม แต่ก็คงไม่ทันได้อธิบายความก็โดนไล่มาเสียก่อน

ในระหว่างเป่าปี่ให้สามพราหมณ์และศรีสุวรรณฟังจนเคลิ้มหลับไปนี่เอง เสียงปี่ของพระอภัยมณีก็ล่องลอยไปกระทบหูนางผีเสื้อสมุทร ซึ่งออกมาหากิน จนนางตามเสียงปี่ไปเจอพระเอกของเราเข้า ก็เกิดอาการ“ปิ๊ง” ขึ้นมาทันที แสดงว่าพระอภัยฯต้องหล่อ “โดนใจ”ไม่น้อย ไม่งั้นนางคงไม่อุ้มพระอภัยมณีไปเป็นสามีในถ้ำทองของนาง จนเกิด “สินสมุทร” ในเวลาต่อมาแน่ นางผีเสื้อสมุทรจึงนับเป็นเมียคนแรกของพระอภัยมณี แม้จะไม่เป็นที่ยินยอมพร้อมใจในตอนแรกเท่าไรนัก (นี่ก็อาจเป็นที่มาของการเรียกเมียที่บ้านเวลาไม่พอใจว่า“นางผีสมุทร” ก็ได้ ช่างว่านัก!)

อย่างไรก็ดี เนื่องจากวิชาเป่าปี่ที่พระอภัยมณีไปเรียนมานี้ มิใช่วิชาดนตรีธรรมดาทั่วไป ดังนั้น พระอภัยมณีพระเอกศิลปินเราจึงมิได้เป่าอย่างพร่ำเพรื่อ เรียกว่าเปิดคอนเสิร์ตปี่แต่ละครั้ง ล้วนมีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ ซึ่งตามท้องเรื่องจะเป่าปี่ประมาณ ๑๒ ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรกที่เป่าบรรยายให้สามพราหมณ์ฟัง จนนางผีเสื้อสมุทรเอาไปเป็นสามี ครั้นต่อมาเมื่อหนีนางผีสมุทรมาอยู่เกาะแก้วพิศดารก็ได้นางเงือกเป็นเมียอีกคน พร้อมลูกคือ”สุดสาคร”

ต่อมาได้ ถูกนางผีเสื้อสมุทรไล่ตามอาละวาด พระอภัยมณีได้พยายามขับไล่ให้กลับไป แต่นางไม่ยอม จึงจำเป็นต้องเป่าปี่เป็นครั้งที่สอง ซึ่งเสียงเพลงคงบีบคั้นหัวใจไม่น้อย นางจึงขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนการเป่าในครั้งต่อๆมาส่วนใหญ่จะเพื่อปลุกทัพหรือสะกดทัพให้ได้ชัยชนะต่อศัตรู

รวมทั้งมีการเป่าปี่เพื่ออ้อนสาว คือ นางละเวง ด้วย ซึ่งเสียงปี่ของพระอภัยมณีตอนจีบนางละเวงนี้ ทำให้นางถึงกับ “ตะลึงลืมปลื้มอารมณ์ไม่สมประดี ด้วยเพลงปี่เป่าเชิญให้เพลินใจ จนลืมองค์หลงรักชักสินธพ(ม้า) กลับมาพบพิศวงด้วยหลงใหล” และยังว่า “ถ้าขืนอยู่สู้อีกไม่หลีกเลี่ยง ฉวยพลั้งเพลี้ยงเพลงปี่ต้องมีผัว” แสดงเพลงปี่ของพระเอกเราคงมีอิทธิพลต่อผู้ฟังไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับเมียพระอภัยมณี ที่ว่ามีด้วยกัน ๕ คนและแต่ละคนก็ต่างกันอย่างมากนั้น ได้แก่ นางผีเสื้อสมุทรเป็นเมียคนแรกที่เป็นยักษ์ ส่วน นางเงือก เป็นเมียที่สอง นางสุวรรณมาลีเป็นเมียคนที่สาม แต่เป็นเมียมนุษย์คนแรก ส่วนนางละเวงวัณลา เป็นเมียคนที่สี่และเป็นชาวต่างชาติ นางวาลีเป็นเมียคนที่ห้าซึ่งเป็นเมียที่ขี้เหร่ที่สุด แต่เดิมพระอภัยมณีก็มิได้อยากได้นาง

แต่นางเป็นคนเจ้าปัญญาและมีวาจาเป็นเลิศ สามารถพูดให้นางสุวรรณมาลีแต่งกับพระอภัยมณี และพูดจนอุศเรนอกแตกตายได้ ข้อสำคัญคือสามารถหว่านล้อมพระอภัยมณีจนใจอ่อนยอมรับนางเป็นชายาอีกคน อย่างไรก็ดี การมีเมียถึง ๕ คน ซึ่งมีทั้งสวยแปลง สวยแปลก สวยงาม สวยต่างแดน และสวยปัญญาเช่นนี้ ก็ย่อมแสดงว่า “พระอภัยมณี” มีเสน่ห์ไม่เบา ถึงเป็นขวัญใจสาวๆทั้งยักษ์ เงือกและมนุษย์อย่างที่ว่า

“พระอภัยมณี” ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอน และเป็น “จินตนิยาย”ที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่กว้างไกลอันล้ำยุค เกินสมัยยิ่งของ “สุนทรภู่ ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ ๒๑๙ ปีเกิดของท่านในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ อันเป็น “วันสุนทรภู่” นี้

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนให้หน่วยงาน สถานศึกษาและสถาบันที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการประชุม อภิปราย นิทรรศการ การแสดง การประกวดแข่งขัน ฯลฯเกี่ยวกับผลงานของท่าน เพื่อให้ประชาชน เยาวชนได้ทราบและเรียนรู้การใช้ภาษาไทยที่ลึกซึ้ง ไพเราะ มีคติสอนใจ

ข้อสำคัญเพื่อน้อมรำลึกถึง “สุนทรภู่ รัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” บรมครูกลอนแปด กวีเอกของไทยที่มีความสามารถไม่รองชาติใดในโลก ผู้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกคนหนึ่ง



อมรรัตน์ เทพกำปนาท
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

http://talk.sanook.com/knowledge/knowledge_02158.php


   

สุนทรภู่   จินตกวีผู้ปั้น“พระอภัยมณี” 

พระเอกนักดนตรีคนแรกของไทย  ขวัญใจสาวยักษ์  เงือก และมนุษย์

ในบรรดากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  “สุนทรภู่”  ได้ชื่อว่า เป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะผลงานเรื่อง“พระอภัยมณี”นับเป็นงานชิ้นเอกที่มีการนำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆมากมาย รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกแทบทุกแง่ทุกมุม  เพราะเป็นกวีนิพนธ์ที่มีความยาวถึง ๙๔ เล่มสมุดไทย (สมุดที่ทำด้วยกระดาษข่อย แผ่นยาวๆ หน้าแคบ พับทบไปทบมาคล้ายผ้าจีบ) เรียกได้ว่ายาวที่สุดในโลกก็ว่าได้  ข้อสำคัญคือ เป็น “จินตนิยาย” ที่มิได้นำมาจากชาดก  หรือนิทานพื้นบ้านอย่างที่วรรณคดีไทยส่วนใหญ่นิยมเขียนกัน  แต่กลับมีเค้าโครงเรื่องที่แปลกและล้ำยุคยิ่ง  ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องล้วนชวนตื่นเต้น เร้าใจให้ติดตามอ่านอยู่ตลอดเวลา  โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องคือ”พระอภัยมณี”

            “พระอภัยมณี”ของท่านสุนทรภู่นับเป็นพระเอกที่แหวกไปจากขนบของพระเอกทั้งหลายในยุคนั้น ด้วยว่าพระเอกอื่นๆในวรรณคดีส่วนใหญ่  ล้วนไปเรียนศิลปศาสตร์หรือพวกรัฐศาสตร์ไว้ปกครองบ้านเมืองทั้งนั้น แต่ “พ่ออภัยฯ” ของเรากลับไปเรียน “วิชาเป่าปี่” ซึ่งสมัยนี้จะว่าไปจบวิชา“ดุริยางคศิลป์”มาก็น่าจะได้ ดังนั้น“พระอภัยมณี” จึงถือได้ว่าเป็น“พระเอกนักดนตรีคนแรกของไทย”เป็น“พระเอกศิลปิน”ที่ท่านสุนทรภู่ปั้น ไว้ประดับวงการวรรณคดีไทยเป็นคนแรก และน่าจะเป็นคนเดียวด้วย เพราะวรรณคดีสมัยหลังๆก็ยังไม่ปรากฏว่ามีพระเอกศิลปินนักดนตรีคนใดอีก กล่าวได้ว่าจินตนาการและแนวคิดในการสร้างพระเอกของท่านล้ำหน้า ก้าวไกลเกินยุคเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา เพราะถ้า “พระอภัยมณี” เกิดสมัยนี้ ต้องเป็นศิลปินที่ดังระเบิดไม่แพ้แดนหรือบีม และคงเป็นที่ “กรี๊ดสลบ”ของสาวแก่แม่ม่ายหรือแม้แต่หนุ่มด้วยกันเองเป็นแน่  ด้วยว่าเป็นพระเอกที่ครบสูตรเพียบพร้อมด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิและชาติวุฒิคือ เป็นหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา จบนอก(เพราะไปศึกษาต่างแดน) และเป็นลูกเจ้าเมือง  ฐานะไม่ต้องพูดถึง แม้ชีวิตต้องระหกระเหินพราะพระบิดาขับไล่ออกจากเมืองรัตนาพร้อม ”ศรีสุวรรณ” พระอนุชาก็ตาม  แต่ภายหลังก็ได้เป็นกษัตริย์ครอบครองบ้านเมือง   นอกจากนี้ยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระเอกที่เจ้าเสน่ห์ไม่แพ้พระเอกอื่นๆในวรรณคดีเลย เพราะมีเมียถึง ๕ คน เมียแต่ละคนก็มีบุคลิกลักษณะที่ไม่เหมือนใครดังจะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

            ก่อนอื่น ขอเท้าความให้เห็นก่อนว่าเหตุใดพระอภัยมณี พระเอกของเราจึงได้ลงเรียนวิชาเป่าปี่  ซึ่งต้องเดินทางไปเรียนกับ พิณทพราหมณ์  ณ หมู่บ้านจันตคาม ซึ่งโดยส่วนตัวพระอภัยมณีเองก็คงเห็นว่าการเรียนวิชาดนตรีนั้นช่วยให้ดับทุกข์โศกได้  ดังกลอนที่ว่า“ถึงการเล่นเป็นที่ประโลมโลก  ได้ดับโศกสูญหายทั้งชายหญิง”  ดังนั้น  เมื่อครูพราหมณ์บรรยายสรรพคุณของวิชาเป่าปี่ให้ฟังซ้ำอีก ก็ยิ่งมั่นใจอยากเรียนยิ่งขึ้น โดยครูบอกว่า “แล้วพาไปยอดเขาให้เป่าปี่  ที่อย่างดีสิ่งใดก็ได้สิ้น    แต่เสือช้างกลางไพรถ้าได้ยินก็ลืมกินน้ำหญ้าเข้ามาฟัง”  นอกจากนี้ “ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ  จะรบรับสารพัดให้ขัดสน เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน  ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ  คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส  เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร  ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ  จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง” เรียกว่าเรียนวิชานี้อย่าว่าแต่สัตว์จะเคลิ้มจนลืมกินน้ำกินหญ้าเลย  แม้แต่ใช้สะกดทัพก็ยังได้  ครั้นเรียนจบกลับเมือง ถูกพระบิดาขับไล่ออกมาเพราะเห็นว่าวิชาที่สองพี่น้องไปเรียนไม่สมฐานะ  ไปเจอสามพราหณ์ระหว่างทางที่พเนจรและสงสัยในวิชาเป่าปี่  พระอภัยมณีก็ยังมั่นใจในวิชาที่เรียนมา โดยบรรยายว่า  “อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป  ย่อมใช้ได้ดั่งจินดาค่าบุรินทร์  ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช  จตุบาทกลางป่าพนาสิน  แม้ปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน  ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา  ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ  อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา  ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์  จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง”  ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่ต้องบรรยายมาก   เพราะการเรียน “ดนตรี” มิใช่วิชา “เต้นกินรำกิน” อย่างที่คนสมัยก่อนดูถูกแล้ว  แต่กลับเป็นหนทางก้าวหน้าและทำให้หลายคนได้เป็นดารานักร้องนักแสดงระดับแนวหน้าของประเทศด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี  สมัยโน้น การเรียนวิชาดนตรีส่วนใหญ่จะเรื่องของพวกผู้หญิงชาววังและพวกที่ต้องแสดงถวายมากกว่าจะเป็นวิชาของลูกกษัตริย์ ดังนั้น พระอภัยมณีจึงถูกพ่อกริ้ว แม้ว่าวิชาปี่ที่เรียนจะไม่ธรรมดาก็ตาม แต่ก็คงไม่ทันได้อธิบายความก็โดนไล่มาเสียก่อน

ในระหว่างเป่าปี่ให้สามพราหมณ์และศรีสุวรรณฟังจนเคลิ้มหลับไปนี่เอง  เสียงปี่ของพระอภัยมณีก็ล่องลอยไปกระทบหูนางผีเสื้อสมุทร ซึ่งออกมาหากิน  จนนางตามเสียงปี่ไปเจอพระเอกของเราเข้า ก็เกิดอาการ“ปิ๊ง” ขึ้นมาทันที แสดงว่าพระอภัยฯต้องหล่อ “โดนใจ”ไม่น้อย  ไม่งั้นนางคงไม่อุ้มพระอภัยมณีไปเป็นสามีในถ้ำทองของนาง จนเกิด “สินสมุทร” ในเวลาต่อมาแน่  นางผีเสื้อสมุทรจึงนับเป็นเมียคนแรกของพระอภัยมณี แม้จะไม่เป็นที่ยินยอมพร้อมใจในตอนแรกเท่าไรนัก (นี่ก็อาจเป็นที่มาของการเรียกเมียที่บ้านเวลาไม่พอใจว่า“นางผีสมุทร” ก็ได้ ช่างว่านัก!)

อย่างไรก็ดี  เนื่องจากวิชาเป่าปี่ที่พระอภัยมณีไปเรียนมานี้ มิใช่วิชาดนตรีธรรมดาทั่วไป ดังนั้น พระอภัยมณีพระเอกศิลปินเราจึงมิได้เป่าอย่างพร่ำเพรื่อ เรียกว่าเปิดคอนเสิร์ตปี่แต่ละครั้ง  ล้วนมีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ ซึ่งตามท้องเรื่องจะเป่าปี่ประมาณ ๑๒ ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรกที่เป่าบรรยายให้สามพราหมณ์ฟัง จนนางผีเสื้อสมุทรเอาไปเป็นสามี  ครั้นต่อมาเมื่อหนีนางผีสมุทรมาอยู่เกาะแก้วพิศดารก็ได้นางเงือกเป็นเมียอีกคน พร้อมลูกคือ”สุดสาคร” ต่อมาได้ ถูกนางผีเสื้อสมุทรไล่ตามอาละวาด พระอภัยมณีได้พยายามขับไล่ให้กลับไป  แต่นางไม่ยอม  จึงจำเป็นต้องเป่าปี่เป็นครั้งที่สอง  ซึ่งเสียงเพลงคงบีบคั้นหัวใจไม่น้อย นางจึงขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา  ส่วนการเป่าในครั้งต่อๆมาส่วนใหญ่จะเพื่อปลุกทัพหรือสะกดทัพให้ได้ชัยชนะต่อศัตรู  รวมทั้งมีการเป่าปี่เพื่ออ้อนสาว คือ นางละเวง ด้วย ซึ่งเสียงปี่ของพระอภัยมณีตอนจีบนางละเวงนี้ ทำให้นางถึงกับ “ตะลึงลืมปลื้มอารมณ์ไม่สมประดี  ด้วยเพลงปี่เป่าเชิญให้เพลินใจ  จนลืมองค์หลงรักชักสินธพ(ม้า)  กลับมาพบพิศวงด้วยหลงใหล” และยังว่า “ถ้าขืนอยู่สู้อีกไม่หลีกเลี่ยง  ฉวยพลั้งเพลี้ยงเพลงปี่ต้องมีผัว” แสดงเพลงปี่ของพระเอกเราคงมีอิทธิพลต่อผู้ฟังไม่น้อยเลยทีเดียว 

สำหรับเมียพระอภัยมณี ที่ว่ามีด้วยกัน ๕ คนและแต่ละคนก็ต่างกันอย่างมากนั้น  ได้แก่ นางผีเสื้อสมุทรเป็นเมียคนแรกที่เป็นยักษ์  ส่วน นางเงือก เป็นเมียที่สอง  นางสุวรรณมาลีเป็นเมียคนที่สาม  แต่เป็นเมียมนุษย์คนแรก  ส่วนนางละเวงวัณลา เป็นเมียคนที่สี่และเป็นชาวต่างชาติ  นางวาลีเป็นเมียคนที่ห้าซึ่งเป็นเมียที่ขี้เหร่ที่สุด  แต่เดิมพระอภัยมณีก็มิได้อยากได้นาง  แต่นางเป็นคนเจ้าปัญญาและมีวาจาเป็นเลิศ สามารถพูดให้นางสุวรรณมาลีแต่งกับพระอภัยมณี  และพูดจนอุศเรนอกแตกตายได้  ข้อสำคัญคือสามารถหว่านล้อมพระอภัยมณีจนใจอ่อนยอมรับนางเป็นชายาอีกคน อย่างไรก็ดี  การมีเมียถึง ๕ คน ซึ่งมีทั้งสวยแปลง  สวยแปลก  สวยงาม  สวยต่างแดน และสวยปัญญาเช่นนี้  ก็ย่อมแสดงว่า “พระอภัยมณี” มีเสน่ห์ไม่เบา ถึงเป็นขวัญใจสาวๆทั้งยักษ์  เงือกและมนุษย์อย่างที่ว่า

“พระอภัยมณี” ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอน และเป็น “จินตนิยาย”ที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่กว้างไกลอันล้ำยุค เกินสมัยยิ่งของ “สุนทรภู่  ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ ๒๑๙ ปีเกิดของท่านในวันที่ ๒๖ มิถุนายน  ๒๕๔๘อันเป็น “วันสุนทรภู่” นี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนให้หน่วยงาน  สถานศึกษาและสถาบันที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการประชุม อภิปราย นิทรรศการ การแสดง  การประกวดแข่งขัน ฯลฯเกี่ยวกับผลงานของท่าน  เพื่อให้ประชาชน เยาวชนได้ทราบและเรียนรู้การใช้ภาษาไทยที่ลึกซึ้ง ไพเราะ มีคติสอนใจ  ข้อสำคัญเพื่อน้อมรำลึกถึง “สุนทรภู่ รัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” บรมครูกลอนแปด กวีเอกของไทยที่มีความสามารถไม่รองชาติใดในโลก   ผู้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกคนหนึ่ง

......................................................

อมรรัตน์  เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

http://www.culture.go.th/2548/05/0519.htm

 


“สุนทรภู่” ผู้สร้างพระอภัยมณี 

“สุนทรภู่” ผู้สร้างพระอภัยมณี
++ พระเอกนักดนตรีคนแรกของไทย


ในบรรดากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “สุนทรภู่” ได้ชื่อว่า เป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะผลงานเรื่อง “พระอภัยมณี” นับเป็นงานชิ้นเอกที่มีการนำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกแทบทุกแง่ทุกมุม เพราะเป็นกวีนิพนธ์ที่มีความยาวถึง 94 เล่มสมุดไทย (สมุดที่ทำด้วยกระดาษข่อย แผ่นยาวๆหน้าแคบ พับทบไปทบมาคล้ายผ้าจีบ) เรียกได้ว่ายาวที่สุดในโลกก็ว่าได้ ข้อสำคัญคือ เป็น “จินตนิยาย” ที่มิได้นำมาจากชาดก หรือนิทานพื้นบ้านอย่างที่วรรณคดีไทยส่วนใหญ่นิยมเขียนกัน แต่กลับมีเค้าโครงเรื่องที่แปลกและล้ำยุคยิ่ง ตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องล้วนชวนตื่นเต้น เร้าใจให้ติดตามอ่านอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องคือ “พระอภัยมณี”

“พระอภัยมณี” ของท่านสุนทรภู่นับเป็นพระเอกที่แหวกไปจากขนบของพระเอกทั้งหลายในยุคนั้น ด้วยว่าพระเอกอื่นๆ ในวรรณคดีส่วนใหญ่ ล้วนไปเรียนศิลปศาสตร์หรือพวกรัฐศาสตร์ไว้ปกครองบ้านเมืองทั้งนั้น แต่ “พ่ออภัยฯ” ของเรากลับไปเรียน “วิชาเป่าปี่” ซึ่งสมัยนี้จะว่าไปจบวิชา “ดุริยางคศิลป์” มาก็น่าจะได้

ดังนั้น “พระอภัยมณี” จึงถือได้ว่าเป็น “พระเอกนักดนตรีคนแรกของไทย” เป็น “พระเอกศิลปิน” ที่ท่านสุนทรภู่ปั้น ไว้ประดับวงการวรรณคดีไทยเป็นคนแรก และน่าจะเป็นคนเดียวด้วย เพราะวรรณคดีสมัยหลังๆ ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีพระเอกศิลปินนักดนตรีคนใดอีก กล่าวได้ว่าจินตนาการและแนวคิดในการสร้างพระเอกของท่านล้ำหน้า ก้าวไกลเกินยุคเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา

ซึ่งสาเหตุที่พระอภัยมณีต้องลงเรียนวิชาเป่าปี่นั้นมาจากการเดินทางไปเรียนกับ พิณทพราหมณ์ ณ หมู่บ้านจันตคาม ซึ่งโดยส่วนตัวพระอภัยมณีเองก็คงเห็นว่าการเรียนวิชาดนตรีนั้นช่วยให้ดับทุกข์โศกได้ ดังกลอนที่ว่า “ถึงการเล่นเป็นที่ประโลมโลก ได้ดับโศกสูญหายทั้งชายหญิง”

ดังนั้นเมื่อครูพราหมณ์บรรยายสรรพคุณของวิชาเป่าปี่ให้ฟังซ้ำอีก ก็ยิ่งมั่นใจอยากเรียนยิ่งขึ้น โดยครูบอกว่า “แล้วพาไปยอดเขาให้เป่าปี่ ที่อย่างดีสิ่งใดก็ได้สิ้น แต่เสือช้างกลางไพรถ้าได้ยินก็ลืมกินน้ำหญ้าเข้ามาฟัง” นอกจากนี้ “ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ จะรบรับสารพัดให้ขัดสน เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ คือ รูป รส กลิ่น เสียง เคียงสัมผัส เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง” เรียกว่าเรียนวิชานี้อย่าว่าแต่สัตว์จะเคลิ้มจนลืมกินน้ำกินหญ้าเลย แม้แต่ใช้สะกดทัพก็ยังได้

ครั้นเรียนจบกลับเมือง ถูกพระบิดาขับไล่ออกมาเพราะเห็นว่าวิชาที่สองพี่น้องไปเรียนไม่สมฐานะ ไปเจอสามพราหมณ์ระหว่างทางที่พเนจรและสงสัยในวิชาเป่าปี่ พระอภัยมณีก็ยังมั่นใจในวิชาที่เรียนมา โดยบรรยายว่า “อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดั่งจินดาค่าบุรินทร์ ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จตุบาทกลางป่า พนาสิน แม้ปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง”

ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่ต้องบรรยายมาก เพราะการเรียน “ดนตรี” มิใช่วิชา “เต้นกินรำกิน” อย่างที่คนสมัยก่อนดูถูกแล้ว แต่กลับเป็นหนทางก้าวหน้าและทำให้หลายคนได้เป็นดารานักร้องนักแสดงระดับแนวหน้าของประเทศด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี สมัยโน้น การเรียนวิชาดนตรีส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของพวกผู้หญิงชาววังและพวกที่ต้องแสดงถวายมากกว่าจะเป็นวิชาของลูกกษัตริย์ ดังนั้น พระอภัยมณีจึงถูกพ่อกริ้ว แม้ว่าวิชาปี่ที่เรียนจะไม่ธรรมดาก็ตาม แต่ก็คงไม่ทันได้อธิบายความก็โดนไล่มาเสียก่อนในระหว่างเป่าปี่ให้สามพราหมณ์และศรีสุวรรณฟังจนเคลิ้มหลับไปนี่เอง

เสียงปี่ของพระอภัยมณีก็ล่องลอยไปกระทบหูนางผีเสื้อสมุทร ซึ่งออกมาหากิน จนนางตามเสียงปี่ไปเจอพระเอกของเราเข้า ก็เกิดอาการ “ปิ๊ง” ขึ้นมาทันที แสดงว่าพระอภัยฯต้องหล่อ “โดนใจ” ไม่น้อย ไม่งั้นนางคงไม่อุ้มพระอภัยมณีไปเป็นสามีในถ้ำทองของนาง จนเกิด “สินสมุทร” ในเวลาต่อมาแน่ นางผีเสื้อสมุทรจึงนับเป็นเมียคนแรกของพระอภัยมณี แม้จะไม่เป็นที่ยินยอมพร้อมใจในตอนแรกเท่าไรนัก (นี่ก็อาจเป็นที่มาของการเรียกเมียที่บ้านเวลาไม่พอใจว่า “นางผีสมุทร” ก็ได้ ช่างว่านัก!)

อย่างไรก็ดี เนื่องจากวิชาเป่าปี่ที่พระอภัยมณีไปเรียนมานี้ มิใช่วิชาดนตรีธรรมดาทั่วไป ดังนั้น พระอภัยมณีพระเอกศิลปินเราจึงมิได้เป่าอย่างพร่ำเพรื่อ เรียกว่าเปิดคอนเสิร์ตปี่แต่ละครั้ง ล้วนมีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ ซึ่งตามท้องเรื่องจะเป่าปี่ประมาณ 12 ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรกที่เป่าบรรยายให้สามพราหมณ์ฟัง จนนางผีเสื้อสมุทรเอาไปเป็นสามี

ครั้นต่อมาเมื่อหนีนางผีสมุทรมาอยู่เกาะแก้วพิศดารก็ได้นางเงือกเป็นเมียอีกคน พร้อมลูกคือ “สุดสาคร” ต่อมาได้ ถูกนางผีเสื้อสมุทรไล่ตามอาละวาด พระอภัยมณีได้พยายามขับไล่ให้กลับไป แต่นางไม่ยอม จึงจำเป็นต้องเป่าปี่เป็นครั้งที่สอง ซึ่งเสียงเพลงคงบีบคั้นหัวใจไม่น้อย นางจึงขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนการเป่าในครั้งต่อๆ มาส่วนใหญ่จะเพื่อปลุกทัพหรือสะกดทัพให้ได้ชัยชนะต่อศัตรู รวมทั้งมีการเป่าปี่เพื่ออ้อนสาว คือ นางละเวง ด้วย

ซึ่งเสียงปี่ของพระอภัยมณีตอนจีบนางละเวงนี้ ทำให้นางถึงกับ “ตะลึงลืมปลื้มอารมณ์ไม่สมประดี ด้วยเพลงปี่เป่าเชิญให้เพลินใจ จนลืมองค์หลงรักชักสินธพ(ม้า) กลับมาพบพิศวงด้วยหลงใหล” และยังว่า “ถ้าขืนอยู่สู้อีกไม่หลีกเลี่ยง ฉวยพลั้งเพลี้ยงเพลงปี่ต้องมีผัว” แสดงเพลงปี่ของพระเอกเราคงมีอิทธิพลต่อผู้ฟังไม่น้อยเลยทีเดียว

จากผลงานการประพันธ์อันเลื่องชื่อนี้เอง จึงทำให้ “สุนทรภู่ รัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” บรมครูกลอนแปด กวีเอกของไทยที่มีความสามารถไม่เป็นรองชาติใดในโลก ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกคนหนึ่งทีเดียว

ข้อมูลจาก Siamrath.co.th- 2/6/2548


- -

 

ไอพีผู้เข้าชมขณะนี้ online : 24 คน

                
ข่าวด่วน เช้าวันที่ 21/11/2008

Copy rights © rayongzone.com ?