ชีวประวัติ

านวันสุนทรภู่ 26 มิ.ย.

ห้องภาพสุนทรภู่

ตามรอยมหากวี1

ตามรอยมหากวี2

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ร่วมบันทึกสดุดี
ผลงานนิราศ

ผลงานนิทาน

ผลงานสุภาษิต ผลงานบทละคร ผลงานบทเสภา ผลงานบทเห่กล่อม

แผนที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่

สอนให้ซื่อสัตย์ (กลอนหมายเลข ๔)

              อันคนดีมีสัตย์สันทัดเที่ยง

ช่วยชุบเลี้ยงชูเชิดให้เฉิดฉาย

เอาไว้ใช้ใกล้ชิดไม่คิดร้าย

เขารักตายด้วยได้ด้วยใจตรง

(กลอนหมายเลข ๑-๖ จากเพลงยาวถวายโอวาท)

 > กลับหน้าแรก สุนทรภู่
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า  ปี่
 

ปี่


           เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ตามปรกติ "เลาปี่" ทำด้วยไม้แก่น
หรือไม้จริง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง ต่อมามีผู้นำวัตถุอย่างอื่นมาทำเลาปี่
เช่น งา ศิลา โดยกลึงให้เป็นรูปบานหัวบานท้าย ช่วงกลางป่อง เจาะภายใน
กลวงตลอด ทางหัวใส่ลิ้นเป็นช่องรูเล็ก ทางท้ายปากรูใหญ่ ใช้งา ชัน หรือ
วัตถุอย่างอื่นมาหล่อเสริมตอนหัวและตอนท้ายขึ้นอีกประมาณข้างละ
0.5 ซม. เรียกว่า "ทวน" ทางหัวเรียกว่า "ทวนบน" และทางท้ายเรียกว่า
"ทวนล่าง" ช่วงป่องกลางนั้นเจาะรูนิ้วสำหรับเปลี่ยนเสียงเรียงลงมาตาม
ข้างเลาปี่ 6 รู คือ รูตอนบนเจาะเรียงลงมา 4 รู แล้วเว้นระยะเล็กน้อย
เจาะรูล่างอีก 2 รู ตอนกลางเลามักกลึงควั่นเป็นเกลียวคู่ 14 คู่ไว้ระยะ
พองาม และตอนหัวท้ายตรงคอดเล็กควั่นอีกข้างละ 4 เกลียว เกลียวควั่น
เหล่านี้กันลื่น และทำให้รูปของปี่สวยงามขึ้น ที่รูเป่าตอนทวนบนใส่ลิ้นปี่

            สำหรับเป่า ลิ้นปี่ทำด้วยใบตาลซ้อน4 ชั้น ตัดกลมผูกติดกับท่อลมเล็ก ๆ ซึ่ง
เรียกว่า "กำพวด" กำพวดนี้ทำด้วยทองเหลือง เงิน นาก หรือโลหะอื่น ๆ มี
ลักษณะเรียว ยาวประมาณ 5 ซม. วิธีผูกเชือกให้ลิ้นใบตาลติดกับกำพวดนั้น
เรียกกันว่า "ผูกตะกรุดเบ็ด" หัวกำพวดที่จะสอดเข้าไปในช่องทวนบนโตกว่า
ทางปลายที่ผูกลิ้นใบตาลเล็กน้อย และมักใช้ถักหรือเคียนด้วยเส้นด้ายสอดเข้า
ไปในเลาปี่พอมิดที่พันด้าย
ปี่ชนิดนี้แต่เดิมคงจะใช้เป่านำวงดนตรี และใช้กับวงเครื่องตีเป็นพื้น จึง
เรียกวงดนตรีชนิดนี้ว่า "วงปี่พาทย์" แต่ก่อนวงดนตรีวงหนึ่ง ๆ ใช้ปี่เพียงเลา
เดียวสำหรับบรรเลงประกอบการเล่นหนังใหญ่ การแสดงโขน ละครนอก ซึ่งผู้
ชายเป็นผู้แสดง ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงละครในโดยใช้ผู้หญิงเป็นผู้แสดง
และปรับปรุงโขนเป็นอย่างโขนโรงในขึ้น จึงแก้ไขเครื่องดนตรีให้เหมาะสม โดย
เฉพาะปี่ที่ใช้เป่ากันมาแต่ก่อนนั้นได้แก้ไขขนาดและปรับเสียงใหม่ให้มีเสียงใหญ่
และนุ่มนวลขึ้น เรียกปี่ที่แก้ไขใหม่นี้ว่า "ปี่ใน" และเรียกปี่ที่ใช้อยู่เดิมว่า
"ปี่นอก" ส่วนปี่ทีใช้เป่าประกอบการเล่นหนังใหญ่ ซึ่งมีขนาดและสำเนียงอยู่
กลางระหว่างปี่นอกกับปี่ในนั้น เรียกว่า "ปี่กลาง" ปี่ของไทยจึงมีขึ้นเป็น
3 ขนาด คือ
1. ปี่นอก ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 31 ซม. กว้างประมาณ 3.5 ซม.
2. ปี่กลาง ขนาดกลาง ยาวประมาณ 37 ซม. กว้างประมาณ 4 ซม.
3. ปี่ใน ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 41-42 ซม. กว้างประมาณ 4.5 ซม.

              เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ตามปรกติ "เลาปี่" ทำด้วยไม้แก่น
หรือไม้จริง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง ต่อมามีผู้นำวัตถุอย่างอื่นมาทำเลาปี่
เช่น งา ศิลา โดยกลึงให้เป็นรูปบานหัวบานท้าย ช่วงกลางป่อง เจาะภายใน
กลวงตลอด ทางหัวใส่ลิ้นเป็นช่องรูเล็ก ทางท้ายปากรูใหญ่ ใช้งา ชัน หรือ
วัตถุอย่างอื่นมาหล่อเสริมตอนหัวและตอนท้ายขึ้นอีกประมาณข้างละ
0.5 ซม. เรียกว่า "ทวน" ทางหัวเรียกว่า "ทวนบน" และทางท้ายเรียกว่า
"ทวนล่าง" ช่วงป่องกลางนั้นเจาะรูนิ้วสำหรับเปลี่ยนเสียงเรียงลงมาตาม
ข้างเลาปี่ 6 รู คือ รูตอนบนเจาะเรียงลงมา 4 รู แล้วเว้นระยะเล็กน้อย
เจาะรูล่างอีก 2 รู ตอนกลางเลามักกลึงควั่นเป็นเกลียวคู่ 14 คู่ไว้ระยะ
พองาม และตอนหัวท้ายตรงคอดเล็กควั่นอีกข้างละ 4 เกลียว เกลียวควั่น
เหล่านี้กันลื่น และทำให้รูปของปี่สวยงามขึ้น ที่รูเป่าตอนทวนบนใส่ลิ้นปี่

           ภายหลังได้มีผู้คิดสร้างปี่ขึ้นอีกขนาดหนึ่ง เรียกกันว่า "ปี่นอกต่ำ"
ขนาดและเสียงอยู่ระหว่างปี่นอกกับปี่กลาง ปี่ที่กล่าวถึงในหนังสือโบราณ
เช่น ไตรภูมิพระร่วง กฎมนเทียรบาล หรือที่พูดกันติดปากว่า
"ปี่พาทย์ราดตะโพน" คงหมายถึงปี่นอก ซึ่งมีมาแต่โบราณก่อนที่จะมีปี่
ชนิดอื่นขึ้น แต่ปัจจุบัน การบรรเลงในวงปี่พาทย์ไม่ค่อยจะได้ใช้ปี่นอกกับปี่
กลาง คงใช้แต่ปี่ในเป็นพื้นภายหลังได้มีผู้คิดสร้างปี่ขึ้นอีกขนาดหนึ่ง เรียก
กันว่า "ปี่นอกต่ำ" ขนาดและเสียงอยู่ระหว่างปี่นอกกับปี่กลาง ปี่ที่กล่าวถึง
ในหนังสือโบราณเช่น ไตรภูมิพระร่วง กฎมนเทียรบาล หรือที่พูดกันติดปาก
ว่า "ปี่พาทย์ราดตะโพน" คงหมายถึงปี่นอก ซึ่งมีมาแต่โบราณก่อนที่จะมีปี่
ชนิดอื่นขึ้น แต่ปัจจุบัน การบรรเลงในวงปี่พาทย์ไม่ค่อยจะได้ใช้ปี่นอกกับปี่
กลาง คงใช้แต่ปี่ในเป็นพื้น

- -

 

ไอพีผู้เข้าชมขณะนี้ online : 29 คน

                
ข่าวด่วน เช้าวันที่ 21/11/2008

Copy rights © rayongzone.com ?