ชาวระยอง รู้หรือไม่! หน้ากากอนามัย” (surgical mask) เกิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17

การใช้หน้ากากเพื่อป้องกันการติดเชื้อเกิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ยุคแห่งกาฬโรค (Black death)

บรรยากาศระหว่างโรคระบาดแมนจูเรีย ช่วง 1910-11 ภาพจากรายงานของ Dr. Richard Pearson Strong จัดเก็บที่ห้องสมุดเภสัช Francis A. Countway ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (CC BY 2.0)
อ้างอิงจาก : silpa-mag.com

เรารู้หรือไม่? การใช้หน้ากากเพื่อป้องกันการติดเชื้อเกิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โอ้นานมากแล้วนะที่มนุษยชาติต้องเผชิญกับโรคติดต่อครั้นรุ่นแรง

เวลานั้นยุคแห่งกาฬโรค (Black death) กำลังระบาดไปทั่วยุโรป คนกลุ่มหนึ่งที่คอยทำหน้าที่ควบคุมจัดการโรคคือ “หมอโรคระบาด” (Plague doctor) ซึ่งเวลาที่พวกเขาไปทำงาน ก็จะใส่เครื่องแต่งกายที่ประกอบด้วย ผ้าคลุมยาวปกปิดทั้งตัวตั้งแต่หัวถึงเท้า ถุงมือ รองเท้าบูธ หมวกปีกกว้าง และอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหน้ากาก ที่มีรูปร่างคล้ายส่วนหัวของนก

ปัจจุบัน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “หน้ากากอนามัย” (surgical mask) อีกแล้ว เพราะในเวลานี้ที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลกเข้าขั้นวิกฤต มันได้กลายเป็นสินค้าขาดตลาดไปแล้ว

หน้ากากนี้จะมีจงอยคล้ายปากนกติดอยู่ด้านหน้าและมีซิปรูดเปิด-ปิดได้ด้วย ตรงบริเวณตาจะเป็นทรงกลม เจาะรู มีกระจกกั้นคล้ายแว่นตา แต่สามารถเปิด-ปิดได้ ภายในหน้ากาก โดยเฉพาะบริเวณจงอย หมอโรคระบาดจะใส่บรรดาดอกไม้และสมุนไพรเอาไว้เพื่อไม่ให้อายพิศม์ (miasma) หรือ “อากาศพิษ” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคในเวลานั้น เข้าสู่ร่างกายได้ คล้ายกับที่เราใช้หน้ากากอนามัยเพื่อกรองอากาศเสียและฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ในปัจจุบันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นการใช้หน้ากากป้องกันโรคในวงจำกัดเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่การใช้โดยผู้คนจำนวนมากเริ่มปรากฏชัดในต้นศตวรรษที่ 20 อันเป็นช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับ “โรคระบาดแมนจูเรีย” (Manchurian Plague)

การระบาดดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1910 ในเมืองหลายแห่งที่เป็นเขตรอยต่อระหว่างประเทศจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นจากเมืองแมนโจวลี (Manzhouli) (ปัจจุบันอยู่ในประเทศมองโกเลีย) แล้วก็ลามไปยังเมืองฮาร์บิน (Harbin) (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเฮยหลงเจียง ประเทศจีน) และระบาดไปยังเมืองอื่น ๆ ที่ทางรถไฟแมนจูเรียสายใต้ (South Manchurian Railway) ตัดผ่าน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเหมือนคนเป็นโรคปอดอักเสบ คือ มีไข้ ไอมีเสมหะ หอบเหนื่อย และที่น่ากลัวที่สุดคืออัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 100 % นั่นแปลว่า ใครก็ตามที่ติดเชื้อล้วนเสียชีวิตทั้งหมด การควบคุมโรคทำได้ยาก เพราะภูมิภาคแมนจูเรียนั้นเป็นพื้นที่สู้รบกันอยู่ระหว่างมหาอำนาจจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ประมาณการกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 60,000 คน

ในช่วงเวลานั้น ราชวงศ์ชิงที่ปกครองจีนอยู่ได้แต่งตั้งนายแพทย์หนุ่มเชื้อสายจีนมาเลย์คนหนึ่งให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาดดังกล่าว เขาชื่อว่า Wu Liande (บางแห่งสะกดว่า Wu Lien-teh ชื่อเดิมคือ Ngoh Lean Tuck เมื่อเดินทางมาจีนเมื่อปี 1908 จึงเปลี่ยนชื่อ)

บทบาท Wu Lien-teh และกำเนิด หน้ากากป้องกันโรคระบาด ยุคจีนเผชิญโรคระบาดแมนจูเรีย